“ความเคยชิน” คือยาพิษ

Image result for ยาพิษ

พวกเรารู้คําตอบนั้นดีอยู่แล้วว่า “ความเคยชิน” จะเกิดขึ้นกับ พวกเราทันทีหลังจากความปรารถนาเป็นจริง “ความเคยชิน” จะ ค่อย ๆ เปลี่ยนความปรารถนานั้นเป็นเรื่อง “ธรรมดา” เรื่องหนึ่ง ท้าย ที่สุดแล้วก็จะเริ่มรู้สึก “เบื่อหน่าย” กับเรื่อง “ธรรมดา” เหล่านั้น

อย่างตอนที่คุณซื้อชุดเดรสมาใหม่และได้ใส่เป็นครั้งแรก คุณก็ ยังคงรู้สึกดีใจอยู่หรอก แต่พอใส่ไปได้สัก 5 ครั้งก็เริ่มรู้สึก “ชิน” และ ความรู้สึกดีใจเหล่านั้นก็ลดลง พอใส่ไปได้สัก 10 ครั้ง ชุดเดรส ตัวนั้นก็ไม่ใหม่อีกต่อไป จึงกลายเป็นของ “ธรรมดา” ที่จะถูกเก็บเอาไว้ ในตู้ และพอใส่ไปได้ 50 ครั้งก็คงจะรู้สึก “เบื่อ” กล่าวคือ พอประกายแห่งความปรารถนาเป็นจริงขึ้นมาก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ โดยเริ่มจาก “ความเคยชิน” และเปลี่ยนไปเป็น “เรื่องธรรมดา” จนนํา ไปสู่ “ความเบื่อหน่าย” และสุดท้ายความปรารถนาที่เคยเปล่งประกาย ก็ดับไป เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จาก “ความเคยชิน” ไปสู่ “ความเบื่อหน่าย”

เป็นเพราะว่าพวกเรามีรูปแบบของความรู้สึกที่เริ่มจาก “ความ เคยชิน” และค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็น “ความเบื่อหน่าย” จึงทําให้พวกเรา ไม่พอใจกับความปรารถนาที่เป็นจริงเหล่านั้น และทําให้ไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่ความปรารถนาเป็นจริงทั้งหมดแล้ว

สรุปก็คือ ถ้าพวกเราไม่รู้จักกับ “ความเคยชิน” ก็คงพอใจในสิ่งที่ สมหวังและอยู่อย่างมีความสุขได้ แค่รู้จักพอใจและไม่เบื่อหน่าย กับข้าวของเพียงแค่นี้ ข้าวของชิ้นอื่นๆ ก็คงไม่มีวันเพิ่มขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นทําไมถึงมี “ความเคยชิน” เป็นภาระให้พวกเราอยู่ล่ะ

 

นำเสนอโดย
แทงบอลออนไลน์

การจะได้ทํางานในบริษัทที่ไม่ได้ส่งใบสมัคร

Image result for การจะได้ทํางานในบริษัทที่ไม่ได้ส่งใบสมัคร

และไม่ได้เข้า สัมภาษณ์เลยไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับ บริษัทเหล่านั้นอาจจะ เป็นบริษัทที่มีเจ้านายทํางานไม่ได้เรื่อง และเผลอๆ บางทีอาจจะ เป็นบริษัทที่ทําธุรกิจผิดกฎหมายก็ได้ แต่ที่ผมส่งใบสมัครและเข้า สัมภาษณ์ในบริษัทนั้นก็เพราะตั้งใจว่า “อยากจะทํางานที่นี่” แต่ถ้า คุณคิดว่า “ยังไงก็ไม่อยากจะทํางานที่นี่ คุณก็คงจะไม่ไปสัมภาษณ์ และเมื่อความต้องการที่ “อยากจะทํางานที่นี่” เป็นจริง คุณก็คงจะ รู้สึกดีใจที่สมปรารถนาแน่ๆ

บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ก็เช่นกัน ผมอาศัยอยู่บ้านหลังเดิมมา 10 ปี แต่ก็หวังว่ายังไงก็อยากจะย้ายบ้าน หลังจากที่หาอย่างเอาเป็น เอาตายก็มาบังเอิญเจอบ้านราคาถูกหลังหนึ่ง ผมยังคงจําความรู้สึก ดีใจตอนที่จะได้ย้ายบ้านมาที่นี่เมื่อ 10 ปีก่อนได้ดี ความรู้สึกดีใจ ที่ได้เจอบ้านขนาดพอเหมาะในราคาค่าเช่าที่เหมาะสม และความรู้สึก ตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ในเมืองอันน่าหลงใหลแห่งนี้ แต่ พออยู่ไปสักพักผมก็เริ่มรู้สึกถึงความคับแคบและความเก่าของห้อง จนทําให้ผมเริ่มไม่พอใจขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ความใฝ่ฝันที่อยากจะ

ย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ของผมเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นจริงแล้วแท้ๆ แต่ทาม ผมกลับไม่มีความสุขเลย

เรื่องข้าวของก็เช่นกัน ผมจะยกตัวอย่างเรื่องเสื้อผ้าก็แล้วกันครับ เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า “ไม่มีเสื้อผ้าใส่เลย” วันหยุดทั้งวันของผม หมดไปกับการซื้อของ ทั้งๆ ที่เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว แต่ก็ยังได้เสื้อผ้า ที่ถูกใจกลับมา พอกลับมาถึงบ้านผมก็ลองใส่อยู่หน้ากระจกคนเดียว วันต่อมาตอนที่ได้ใส่เสื้อตัวใหม่นั้นออกจากบ้าน แม้ไม่ชินแต่ก็ รู้สึกภูมิใจ อาจจะเพราะว่าผมอยากได้มากจนต้องยอมจ่ายเงินด้วย บัตรเครดิต ทั้งๆ ที่ผมมีเสื้อผ้ามากมายจนกองจะเท่าภูเขาอยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าทําไมพอเหลือบตาไปมองกองเสื้อผ้าเหล่านั้นที่ไรถึงได้ พึมพํากับตัวเองทุกที่ว่า “ไม่มีอะไรจะใส่เลย”

ถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกเราเคยฝันเอาไว้เป็นจริงหมดทุกอย่างแล้ว แต่ ก็ไม่รู้ทําไมถึงไม่เคยพอใจกับข้าวของที่ตัวเองมี และไม่มีความสุข กับข้าวของพวกนั้นเลย

ผมมีทุกอย่างที่อยากได้

Image result for สัมภาระ

ในบทนี้ผมอยากจะพูดถึงว่า “ทําไมพวกเราถึงเอาแต่สะสม ข้าวของให้มากขึ้นอยู่เรื่อย ๆ” ถ้าแก้นิสัยนี้ได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการจัดการข้าวของชิ้นอื่นๆ ด้วย

เมื่อก่อนผมคิดว่าตัวเองน่าจะมีของใช้ที่จําเป็นต่อการใช้ชีวิตครบ ทุกอย่าง แต่ก็รู้สึกว่า เหมือนยังขาดอะไรไปสักอย่าง

หลายครั้งพวกเรามักจะคิดว่า “ความเป็นจริง” กับ “อุดมคติ” ช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน พอหันมามองความจริงที่ไม่ได้เป็นไป ตามที่ตัวเองคิดแล้วก็รู้สึกขึ้นมาว่า ชีวิตของเรานี่ไม่มีความสุข เอาเสียเลย หรือพอหันมามองความเป็นจริงที่แตกต่างกับอุดมคติ ที่คิดเอาไว้ว่า “ไม่ได้ครอบครองในสิ่งที่อยากได้” ก็ทําให้คิดอีกเช่นกัน ว่า ชีวิตของเรานี่ช่างไม่มีความสุข

ผมไม่มีแม้แต่ห้องกว้างๆ ที่วางโซฟาหนังได้ ลานกว้างบนดาดฟ้า เอาไว้ทําบาร์บีคิว หรืออยู่ในแมนชั้นสูงเสียดฟ้าที่สามารถชมวิวยาม ค่ําคืนได้ จึงทําให้ผมคิดว่า ความปรารถนาที่ “อยากจะได้” สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นจริงเลยสักนิดเดียวแต่ที่จริงแล้วกลับตรงกันข้าม ความปรารถนาทั้งหมดที่ผมมีเป็น จริงหมดแล้ว และผมยังมีของทุกอย่างที่ต้องการครบหมดแล้วด้วย ผมจะเล่าให้ทุกคนฟังเอง

เช่น เรื่องการทํางาน พวกเราไปสัมภาษณ์งานในบริษัทที่อยาก จะเข้าทํางานและได้ทํางานอยู่ในบริษัทนั้น แต่บางที่บริษัทที่เราเข้าไป ทํางานจริงๆ อาจจะไม่ใช่บริษัทที่เราหวังไว้ลําดับแรก หรืออาจจะ ไม่ใช่ทั้งลําดับที่สองและสามด้วยซ้ํา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทํางานในที่ ที่หวังเอาไว้ แต่เราก็ต้องยอมทํางานนั้นไปเพื่อที่จะได้มีชีวิตต่อไป เพราะแบบนี้วันๆ ผมถึงได้แต่บ่นเรื่องหัวหน้าบ้าง เรื่องที่บริษัทบ้าง อย่างไม่หยุดหย่อน และเอาแต่คิดเรื่องย้ายงานใหม่อยู่เรื่อยๆ

 

Sponsored
บาคาร่า

 

ภัยอันตรายจากสัมภาระ

Image result for สัมภาระ

และสาเหตุสุดท้ายคือ “การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น”

ผมคิดว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อค่านิยมของ พวกเราทุกคนในหลาย ๆ ด้านเป็นอย่างมาก และค่านิยมต่อข้าวของ ต่างๆก็เปลี่ยนแปลงจนมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน

คุณยุรุริ ไม เป็นนักเขียนการ์ตูนชื่อดังที่ได้รับความนิยมจาก การ์ตูนเรื่องที่บ้านของฉันไม่มีอะไรเลย ผมเองก็ได้รับอิทธิพล จากรูปถ่ายบ้านโล่ง ๆ ของเธอที่มีชื่อภาพว่า “แค่ทิ้งก็เปลี่ยน” สิ่งที่ ผมประทับใจในหนังสือเล่มนี้ก็คือ ฉากข้าวของต่างๆ ที่ยัดเอาไว้ ในบ้านได้กลายเป็น “ศัตรูร้าย” ของพวกเรา ผมเลยรู้สึกว่าเราอาจจะเสี่ยงตายจากสมบัติต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้อย่างดีก็ได้ ในฉากนั้น ได้อธิบายไว้ว่า ข้าวของชิ้นสําคัญต่างๆ ได้ถูกสึนามิพัดไปจนราบ เป็นหน้ากลอง

ว่ากันว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะเกิดทุก 1,000 ปี เมื่อมาถึง เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 2000 มีคนเปรียบเทียบว่า ก็แค่เป็นเวลาเท่ากับคุณยายที่มีอายุ 100 ปี จํานวน 20 คน ถือได้ว่า ในจํานวนคุณยายทั้ง 20 คน จะมีคุณยาย 2 คนถูกกลืนหายไปกับ แผ่นดินไหว จํานวนเท่านี้จะถือว่าเยอะหรือว่าน้อยดีล่ะ

พอลองคิดถึงสาเหตุทั้งสามข้อที่ทําให้เกิดมินิมัลลิสต์ดูแล้ว 1. ข้อมูลและสัมภาระที่มีเยอะจนเกินไป

  1. ความก้าวหน้าของการบริการและเทคโนโลยีทําให้ไม่จําเป็น ต้องมีข้าวของหลายชิ้น
  2. การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น

ผมกลับคิดว่า ที่มีมินิมัลลิสต์เกิดขึ้นมาในช่วงหลายปีมานี้เป็น เรื่องที่จําเป็นจริงๆ และรู้สึกว่ามินิมัลลิสต์ไม่ได้เกิดมาจากความคิด ชั่ววูบหรือหลงใหลในไลฟ์สไตล์ แต่จําเป็นต้องเกิดขึ้นจากเหตุผล ที่ลึกซึ้งกว่านั้น

 

Sponsored
สมัครยูฟ่า

การแทรกตัวของวัฒนธรรมการแชร์

Image result for airbnb

การบริการที่พัฒนาขึ้นทําให้ไม่ต้องพึ่งสิ่งของชิ้นอื่นๆ ก็เห็นได้ชัด ขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งการแทรกตัวของวัฒนธรรมการแชร์เรื่องที่ สนใจหรือการเป็นเจ้าของร่วมกันก็เป็นเรื่องที่กําลังได้รับความสนใจ ผมคิดว่า “การแชร์” ได้กลายเป็นคําที่ถูกยอมรับและเป็นคําที่ดูดี มากกว่าคําว่า “การครอบครอง” ที่ได้มีความสุขอยู่คนเดียว

การคมนาคมในต่างจังหวัดแบบ “1 คนต่อรถ 1 คน 22 จําเป็นอยู่ แต่สําหรับเมืองใหญ่ ๆ ที่มีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน แล้วก็สามารถใช้บริการรถสาธารณะได้โดยไม่ต้องมีรถเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเสียภาษีให้สูญเปล่า และไม่ต้องเสียค่าบํารุงรักษาอีกด้วย นอกจากนี้ถ้าสามารถอุทิศตัวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ละก็ กระแสนี้คงจะ ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ

ค่านิยมในการแชร์ที่อยู่อาศัย เช่น แชร์เฮ้าส์หรือโซเชียล อพาร์ตเมนต์เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าใช้บริการ “CouchSurfing” หรือ “Airbnb” ก็สามารถให้นักเดินทางจากทั่วโลกมายืมห้องว่าง ในบ้านของเราได้

ตอนนี้โลกของเรากลายเป็นยุคที่สามารถแชร์พื้นที่หรือข้าวของ ที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์กับคนที่ต้องการได้อย่างง่ายดายแล้ว

 

จัดทำโดย
บาคาร่า

ของใช้เพื่อลดสัมภาระ

Image result for สัมภาระ

ของใช้ที่ขาดไม่ได้ชิ้นหนึ่งสําหรับผมก็คือ ScanSnap ผมใช้ สแกนเอกสารต่างๆ มีรูปภาพและกระดาษจํานวนไม่น้อยที่ผมทิ้งไป หลังจากที่สแกนเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอย่างแรกก็คือภาพฟิล์ม รูปภาพจากกล้องคอมแพ็กต์ที่ผมยัดเอาไว้ในกระเป๋า (นี่ต้องการ จะสื่ออะไรกันแน่) และฟิล์มสีที่ผมเคยเก็บไว้ในตู้ใส่ของ

หลังจากทิ้งภาพถ่ายที่สแกนเก็บไว้เรียบร้อยก็สาม เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

ScanSnap นี่สุดยอดจริงๆ ไม่ว่ารูปจะใหญ่ขนาดไหนก็เปลี่ยน ให้เป็นไฟล์ดิจิทัลได้เพียงชั่วพริบตา ทําให้ผมสามารถตัดใจทิ้ง จดหมายสมัยอนุบาล การ์ดอวยพรปีใหม่ หรือนิตยสารที่ไม่ยอมทิ้ง ได้เสียที

“การสแกน” หนังสือเพื่อทําให้อยู่ในไฟล์ PDF แพร่หลายมากขึ้น และหลังจากนั้นไม่นาน ในปี ค.ศ. 2012 ก็มี Amazon Kindle ฉบับ

ขาย จนทําให้อุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็น ที่นิยมขึ้นมา

คงจะมีหลายคนที่ฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนหรือไม่ก็ไอพ็อดเท่านั้น แต่สําหรับผมมี MacBook Air เครื่องเดียวก็สามารถเพลิดเพลินไป กับการดูหนังฟังเพลงได้ ตอนนี้ถึงผมจะไม่มีโทรทัศน์แล้ว แต่ก็ สามารถซื้อรายการโทรทัศน์ที่อยากดูจากเว็บไซต์ได้ และสามารถ เช็กอีเมลได้ตลอดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ยังสามารถทํางานได้ ทุกที่เพียงแค่ใส่ไฟล์เอาไว้ใน Dropbox และยังมี WiFi กับบลูทูธ ที่ไม่ต้องใช้สายเคเบิล จึงทําให้ประชุมผ่าน Skype ที่ไหนก็ได้โดย ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ

ที่ผมพูดมาทั้งหมดก็เพราะต้องการจะบอกว่า การพัฒนาของ เทคโนโลยีช่วยลดจํานวนข้าวของลงได้นั่นเอง

 

นำเสนอโดย
แทงบอลออนไลน์

ไม่ว่าอะไรก็ทําได้ด้วยสมาร์ทโฟน

Image result for สมาร์ทโฟน

สาเหตุที่สองคือ “ความก้าวหน้าของการบริการและเทคโนโลยีทําให้ ไม่จําเป็นต้องมีข้าวของหลายชิ้น”

ต้องมีข้าวของหลายชิ้นอยู่ในมือก็สามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้

ที่ทุกวันนี้เราไม่จําเป็นต้องมีโทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป โทรทัศน์ ของเล่นวิดีโอ เครื่องเล่นเกม นาฬิกา ปฏิทิน ไฟฉาย แผนที่ สมุดจด ก็เพราะว่าทั้งหมดรวมอยู่ในสมาร์ทโฟนแล้ว นอกจากนี้ เข็มทิศ แผนที่รถไฟ พจนานุกรมเล่มหนา ๆ แค็ตตาล็อกเล่มใหญ่ สมุดเงินฝาก หรือแม้กระทั่งตัวเครื่องบินก็มีอยู่ในสมาร์ทโฟน

เมื่อพูดถึงสมาร์ทโฟน ไอโฟนรุ่นแรกวางขายในปี ค.ศ. 2007 และต่อมาในปี ค.ศ. 2010 ไอโฟน 4 ก็ตามมา ผมคิดว่า สําหรับ มินิมัลลิสต์ทั้งหลาย สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสมาร์ทโฟนนี่แหละ แม้ว่าจะเป็นคนที่มีข้าวของน้อยสักเพียงใด แต่สิ่งที่ทุกคนจะต้องมี ก็คือสมาร์ทโฟน แค่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถทําเรื่องต่างๆ ได้มากมาย โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์อื่นๆ

ใครจะคิดว่าเดี๋ยวนี้เราจะสามารถทําให้ข้าวของลดลงด้วยการ ทําให้เป็นไฟล์ดิจิทัล ผมทิ้งข้าวของพวกนั้นไปร้องไห้ไปหลังจาก ที่ถ่ายรูปไว้แล้ว ถ้าไม่มีรูปถ่ายที่สามารถแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลได้ ผมก็คงเก็บของพวกนั้นต่อไปเรื่อย ๆ

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในสมัยนี้ทําให้พวกเราไม่จําเป็น

 

Sponsored
บาคาร่า

 

ผมเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอึดๆ ตัวหนึ่ง

Image result for โน๊ตบุ๊ค อึด

เป็นโน้ตบุ๊กอีด ๆ ที่มีไอคอน “อยู่ระหว่างการประมวลผล” หมุนอยู่ ตลอดเวลา ข้อมูลที่มีอยู่แล้วก็เยอะเหลือเกิน แถมยังมีเรื่องที่ต้อง จัดการอีกมากจนเครื่องแทบจะแฮ้ง ถึงแม้ว่าอยากจะทําอะไรใหม่ ๆ

ก็ทําได้แต่สิ่งง่าย ๆ เท่านั้น ว่ากันว่า มนุษย์เราคิดเรื่องต่าง ๆ ประมาณ 60,000 เรื่องต่อวัน และ 95 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด เป็นเรื่องเดียวกับที่คิดเมื่อวาน และ 80 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นความคิดแง่ลบ

พอมาลองคิดถึงตัวเองเมื่อก่อนดูแล้ว ทุกวันผมจะรู้สึกหวาดหวัน กับอนาคตที่ไม่แน่นอน กลุ้มใจกับงานของตัวเอง และเอาแต่กังวล ว่าผู้คนรอบข้างจะคิดอย่างไรกับผม จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ 80 เปอร์เซ็นต์ หรอก ผมมีความคิดแง่ลบลอยอยู่ในหัวตลอดเวลาเลยต่างหาก ผม มันก็แค่โน้ตบุ๊กห่วยๆ ที่มีแต่เรื่องงานเต็มไปหมด แถมยังประมวลผล แต่เรื่องเดิม ๆ ที่เหมือนกับเมื่อวานออกมา แม้จะใส่ข้อมูลลงไปก็ ไม่เคยได้คําตอบใหม่ ๆ ออกมาเลย

ผมควรจะทําอย่างไรดีเพื่อให้กลับมาทํางานได้อย่างกระฉับกระเฉง อีกครั้ง กําหนดการวางขายโน้ตบุ๊กตัวใหม่ที่น่าดึงดูดกว่าเดิมก็ยัง ไม่มีอีกต่างหาก ถ้ามนุษย์เราเหมือนกับฮาร์ดแวร์เมื่อ 50,000 ปีก่อนจริงๆ ละก็ เราคงทําได้แต่จัดการกับสิ่งที่ไม่จําเป็นเพื่อทําให้ ตัวเองสบายตัวขึ้น ลดจํานวนข้อมูลต่าง ๆ ในฮาร์ดดิสก์ และลด จํานวนแอพพลิเคชั่นที่กําลังทํางานอยู่ ถ้าทําแบบนี้เราคงจะไม่ต้อง แบกรับข้อมูลจํานวนมาก และวันที่เราจะได้ประมวลผลอะไรใหม่ ๆ ก็น่าจะมาถึง

 

Sponsored
UFABET

มนุษย์คือฮาร์ดแวร์เมื่อ 50,000 ปีก่อน

Related image

ผมได้ยินมาว่า มนุษย์อย่างพวกเราเป็นฮาร์ดแวร์ที่ไม่ได้ต่างอะไร จากเมื่อ 50,000 ปีก่อน สมองของพวกเราที่ทําหน้าที่เป็นฮาร์ดดิสก์ หน่วยความจํา และหน่วยประมวลผล นอกจากจะไม่พัฒนาไป จากสมัยเอโดะเมื่อ 400 ปีก่อนแล้ว ยังคงอยู่กับที่เหมือนเมื่อ 50,000 ปีก่อนด้วย

 

“พวกเราได้คิดค้นมนุษย์ดีไซน์ใหม่ขึ้นมาโดยเริ่มจากศูนย์ ซึ่ง การทํางานของสมองจะเร็วกว่าเวอร์ชันก่อน 30 เปอร์เซ็นต์ มีหน่วย ความจํามากกว่าเดิม 2 เท่า และสูงขึ้น 3 เซนติเมตร ส่วนน้ําหนัก เบาลง 2 กิโลกรัม เราขอเสนอ iHuman 2 ครับ” ใช่ว่าบริษัท Apple จะผลิตนวัตกรรมแบบนี้ออกมาได้ซะที่ไหนกัน

สภาพความเป็นจริงของพวกเราตอนนี้คือ มีทั้งข้อมูลและข้าวของ มากมายถูกยัดลงมาในฮาร์ดแวร์ตัวเดิมที่ไม่ได้พัฒนาไปจากเมื่อ 50,000 ปีก่อนเลย ฮาร์ดดิสก์ที่มีพื้นที่จํากัดแต่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ ไม่จําเป็น หน่วยความจําที่มีค่าก็ถูกแบ่งไปให้การพะวงกับสายตา ของคนอื่น การไล่ตามข้าวของและการจัดการข้าวของต่างๆ จึง ไม่แปลกที่พวกเราจะมองไม่เห็นความสําคัญที่แท้จริงของสิ่งของชิ้น สําคัญ และก็คงจะเอาแต่เสพความบันเทิงในช่วงสั้นๆ ต่อไปเรื่อยๆ แถมยังรู้สึกวุ่นวายจนต้องมานั่งหลอกตัวเองไปวันๆ ด้วยเกมใน สมาร์ทโฟน ข่าวซุบซิบ หรือแอลกอฮอล์…ผมเคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน

 

จัดทำโดย
สมัครยูฟ่า

 

การทิ้งข้าวของที่ไม่จําเป็น ชีวิตที่เรียบง่าย และการทํางานได้ทุกที่

Image result for ทิ้งข้าวของ

การทิ้งข้าวของที่ไม่จําเป็น ชีวิตที่เรียบง่าย และการทํางานได้ ทุกที่ ทั้งสามสิ่งนี้คือความคิดพื้นฐานที่เกิดจากการลดจํานวนข้าวของ ที่ไม่จําเป็นแล้วทําให้สามารถใช้ชีวิตและทํางานได้อย่างสบายใจ มากขึ้น ซึ่งแพร่หลายและนิยมอย่างมากในช่วง ค.ศ. 2010 ในปีเดียว กันนั้นยังมีหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ของคุณคนโด มาริเอะ ก็ได้รับความนิยมด้วยเช่นกัน หลังจากนั้น หลายปีต่อมาก็มีมินิมัลลิสต์ปรากฏตัวขึ้นมาในญี่ปุ่น ผมคิดว่ามี ปัจจัยหลักๆ อยู่ 3 ข้อดังนี้

1. ข้อมูลและสัมภาระที่มีเยอะเกินไป

2.ความก้าวหน้าของการบริการและเทคโนโลยีทําให้ไม่จําเป็น ต้องมีข้าวของหลายชิ้น

3.เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น

ปริมาณข้อมูลที่มากเกินจะรับมือไหว

สาเหตแรกคือ “ข้อมูลและสัมภาระที่มีเยอะเกินไป” ระยะหลัง มานี้ผมไม่ค่อยได้ยินคําว่า “โลกาภิวัตน์” สักเท่าไหร่แล้ว ผมคิดว่า เป็นเพราะในปัจจุบันโลกเราเป็นโลกาภิวัตน์แล้ว จึงไม่จําเป็นที่จะ ต้องมาพูดถึงคํานี้อีกต่อไป เดี๋ยวนี้แค่เปิดสมาร์ทโฟน ข่าวหรือ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็วิ่งเข้ามาหาเรา และยังสามารถ ซื้อสินค้าต่าง ๆ ที่ชอบได้จากเว็บไซต์ Amazon ที่มีอยู่ทั่วโลกได้ อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถดูรายการโทรทัศน์ต่างๆ จากทั่วทุก มุมโลก หรือแม้กระทั้งวิทยุก็สามารถฟังได้ด้วยเช่นกัน

เพื่อนๆ รอบตัวของผมมักจะทําตัวเป็นนักเขียน นักชิม หรือไม่ ก็ผู้รายงานข่าวภาคสนาม คอยส่งข่าวอัพเดตต่างๆ (ถึงแม้ว่าจะ ไม่ได้ขอก็เถอะ) ผ่านทางทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือไลน์ให้เป็นประจํา นอกจากเพื่อนๆ ของผมแล้ว คนอื่นๆ ทั่วโลกก็ยังส่งข้อมูลจํานวน มากผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คมาให้ผมได้เพลิดเพลินด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตในปี ค.ศ. 2014 พบว่า ใน 1 นาที่มีวิดีโออัพโหลดลงบนยูทูบทั้งหมด 306 ชั่วโมง ส่วนทวิตเตอร์มีการกดรีทวีต 430,000 ครั้ง และในแอพสโตร์มีการ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นกว่า 50,000 ครั้ง ทุกๆ วันข้อมูลเหล่านี้ จึงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนพูดว่า ปริมาณข้อมูลที่ชาวญี่ปุ่น ได้รับอยู่ทุกวันนี้เท่ากับปริมาณข้อมูลที่คนในสมัยเอโดะได้รับใน 1 ปี หรือทั้งชีวิตสําหรับบางคนเลยทีเดียว

 

นำเสนอโดย
ยูฟ่าเบท