ผมเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอึดๆ ตัวหนึ่ง

Image result for โน๊ตบุ๊ค อึด

เป็นโน้ตบุ๊กอีด ๆ ที่มีไอคอน “อยู่ระหว่างการประมวลผล” หมุนอยู่ ตลอดเวลา ข้อมูลที่มีอยู่แล้วก็เยอะเหลือเกิน แถมยังมีเรื่องที่ต้อง จัดการอีกมากจนเครื่องแทบจะแฮ้ง ถึงแม้ว่าอยากจะทําอะไรใหม่ ๆ

ก็ทําได้แต่สิ่งง่าย ๆ เท่านั้น ว่ากันว่า มนุษย์เราคิดเรื่องต่าง ๆ ประมาณ 60,000 เรื่องต่อวัน และ 95 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด เป็นเรื่องเดียวกับที่คิดเมื่อวาน และ 80 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นความคิดแง่ลบ

พอมาลองคิดถึงตัวเองเมื่อก่อนดูแล้ว ทุกวันผมจะรู้สึกหวาดหวัน กับอนาคตที่ไม่แน่นอน กลุ้มใจกับงานของตัวเอง และเอาแต่กังวล ว่าผู้คนรอบข้างจะคิดอย่างไรกับผม จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ 80 เปอร์เซ็นต์ หรอก ผมมีความคิดแง่ลบลอยอยู่ในหัวตลอดเวลาเลยต่างหาก ผม มันก็แค่โน้ตบุ๊กห่วยๆ ที่มีแต่เรื่องงานเต็มไปหมด แถมยังประมวลผล แต่เรื่องเดิม ๆ ที่เหมือนกับเมื่อวานออกมา แม้จะใส่ข้อมูลลงไปก็ ไม่เคยได้คําตอบใหม่ ๆ ออกมาเลย

ผมควรจะทําอย่างไรดีเพื่อให้กลับมาทํางานได้อย่างกระฉับกระเฉง อีกครั้ง กําหนดการวางขายโน้ตบุ๊กตัวใหม่ที่น่าดึงดูดกว่าเดิมก็ยัง ไม่มีอีกต่างหาก ถ้ามนุษย์เราเหมือนกับฮาร์ดแวร์เมื่อ 50,000 ปีก่อนจริงๆ ละก็ เราคงทําได้แต่จัดการกับสิ่งที่ไม่จําเป็นเพื่อทําให้ ตัวเองสบายตัวขึ้น ลดจํานวนข้อมูลต่าง ๆ ในฮาร์ดดิสก์ และลด จํานวนแอพพลิเคชั่นที่กําลังทํางานอยู่ ถ้าทําแบบนี้เราคงจะไม่ต้อง แบกรับข้อมูลจํานวนมาก และวันที่เราจะได้ประมวลผลอะไรใหม่ ๆ ก็น่าจะมาถึง

 

Sponsored
UFABET

มนุษย์คือฮาร์ดแวร์เมื่อ 50,000 ปีก่อน

Related image

ผมได้ยินมาว่า มนุษย์อย่างพวกเราเป็นฮาร์ดแวร์ที่ไม่ได้ต่างอะไร จากเมื่อ 50,000 ปีก่อน สมองของพวกเราที่ทําหน้าที่เป็นฮาร์ดดิสก์ หน่วยความจํา และหน่วยประมวลผล นอกจากจะไม่พัฒนาไป จากสมัยเอโดะเมื่อ 400 ปีก่อนแล้ว ยังคงอยู่กับที่เหมือนเมื่อ 50,000 ปีก่อนด้วย

 

“พวกเราได้คิดค้นมนุษย์ดีไซน์ใหม่ขึ้นมาโดยเริ่มจากศูนย์ ซึ่ง การทํางานของสมองจะเร็วกว่าเวอร์ชันก่อน 30 เปอร์เซ็นต์ มีหน่วย ความจํามากกว่าเดิม 2 เท่า และสูงขึ้น 3 เซนติเมตร ส่วนน้ําหนัก เบาลง 2 กิโลกรัม เราขอเสนอ iHuman 2 ครับ” ใช่ว่าบริษัท Apple จะผลิตนวัตกรรมแบบนี้ออกมาได้ซะที่ไหนกัน

สภาพความเป็นจริงของพวกเราตอนนี้คือ มีทั้งข้อมูลและข้าวของ มากมายถูกยัดลงมาในฮาร์ดแวร์ตัวเดิมที่ไม่ได้พัฒนาไปจากเมื่อ 50,000 ปีก่อนเลย ฮาร์ดดิสก์ที่มีพื้นที่จํากัดแต่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ ไม่จําเป็น หน่วยความจําที่มีค่าก็ถูกแบ่งไปให้การพะวงกับสายตา ของคนอื่น การไล่ตามข้าวของและการจัดการข้าวของต่างๆ จึง ไม่แปลกที่พวกเราจะมองไม่เห็นความสําคัญที่แท้จริงของสิ่งของชิ้น สําคัญ และก็คงจะเอาแต่เสพความบันเทิงในช่วงสั้นๆ ต่อไปเรื่อยๆ แถมยังรู้สึกวุ่นวายจนต้องมานั่งหลอกตัวเองไปวันๆ ด้วยเกมใน สมาร์ทโฟน ข่าวซุบซิบ หรือแอลกอฮอล์…ผมเคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน

 

จัดทำโดย
สมัครยูฟ่า

 

การทิ้งข้าวของที่ไม่จําเป็น ชีวิตที่เรียบง่าย และการทํางานได้ทุกที่

Image result for ทิ้งข้าวของ

การทิ้งข้าวของที่ไม่จําเป็น ชีวิตที่เรียบง่าย และการทํางานได้ ทุกที่ ทั้งสามสิ่งนี้คือความคิดพื้นฐานที่เกิดจากการลดจํานวนข้าวของ ที่ไม่จําเป็นแล้วทําให้สามารถใช้ชีวิตและทํางานได้อย่างสบายใจ มากขึ้น ซึ่งแพร่หลายและนิยมอย่างมากในช่วง ค.ศ. 2010 ในปีเดียว กันนั้นยังมีหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ของคุณคนโด มาริเอะ ก็ได้รับความนิยมด้วยเช่นกัน หลังจากนั้น หลายปีต่อมาก็มีมินิมัลลิสต์ปรากฏตัวขึ้นมาในญี่ปุ่น ผมคิดว่ามี ปัจจัยหลักๆ อยู่ 3 ข้อดังนี้

1. ข้อมูลและสัมภาระที่มีเยอะเกินไป

2.ความก้าวหน้าของการบริการและเทคโนโลยีทําให้ไม่จําเป็น ต้องมีข้าวของหลายชิ้น

3.เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น

ปริมาณข้อมูลที่มากเกินจะรับมือไหว

สาเหตแรกคือ “ข้อมูลและสัมภาระที่มีเยอะเกินไป” ระยะหลัง มานี้ผมไม่ค่อยได้ยินคําว่า “โลกาภิวัตน์” สักเท่าไหร่แล้ว ผมคิดว่า เป็นเพราะในปัจจุบันโลกเราเป็นโลกาภิวัตน์แล้ว จึงไม่จําเป็นที่จะ ต้องมาพูดถึงคํานี้อีกต่อไป เดี๋ยวนี้แค่เปิดสมาร์ทโฟน ข่าวหรือ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็วิ่งเข้ามาหาเรา และยังสามารถ ซื้อสินค้าต่าง ๆ ที่ชอบได้จากเว็บไซต์ Amazon ที่มีอยู่ทั่วโลกได้ อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถดูรายการโทรทัศน์ต่างๆ จากทั่วทุก มุมโลก หรือแม้กระทั้งวิทยุก็สามารถฟังได้ด้วยเช่นกัน

เพื่อนๆ รอบตัวของผมมักจะทําตัวเป็นนักเขียน นักชิม หรือไม่ ก็ผู้รายงานข่าวภาคสนาม คอยส่งข่าวอัพเดตต่างๆ (ถึงแม้ว่าจะ ไม่ได้ขอก็เถอะ) ผ่านทางทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือไลน์ให้เป็นประจํา นอกจากเพื่อนๆ ของผมแล้ว คนอื่นๆ ทั่วโลกก็ยังส่งข้อมูลจํานวน มากผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คมาให้ผมได้เพลิดเพลินด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตในปี ค.ศ. 2014 พบว่า ใน 1 นาที่มีวิดีโออัพโหลดลงบนยูทูบทั้งหมด 306 ชั่วโมง ส่วนทวิตเตอร์มีการกดรีทวีต 430,000 ครั้ง และในแอพสโตร์มีการ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นกว่า 50,000 ครั้ง ทุกๆ วันข้อมูลเหล่านี้ จึงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนพูดว่า ปริมาณข้อมูลที่ชาวญี่ปุ่น ได้รับอยู่ทุกวันนี้เท่ากับปริมาณข้อมูลที่คนในสมัยเอโดะได้รับใน 1 ปี หรือทั้งชีวิตสําหรับบางคนเลยทีเดียว

 

นำเสนอโดย
ยูฟ่าเบท

ที่สุดแห่งมินิมัลลิสต์คือใคร

Image result for ที่สุดแห่งมินิมัลลิสต์คือใคร

อาจจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ที่จะมาถามว่า มินิมัลลิสต์เกิดขึ้น เมื่อไหร่ และใครเป็นผู้ให้กําเนิดวิธีการใช้ชีวิตแบบมินิมัล และการ ที่จะมาถามว่าใครคือมินิมัลลิสต์ที่มีสมบัติน้อยที่สุดนั้นก็เป็นคําถาม ที่ไม่มีประโยชน์เช่นกัน เพราะว่าทุกคนเกิดมาโดยที่ไม่มีสมบัติอะไร ติดตัวมาเลยสักคน

ตอนนี้ลองมาคิดดูแล้ว สตีฟ จ็อบส์ นี่แหละที่เป็นมินิมัลลิสต์ อย่างสมบูรณ์แบบ แม่ชีเทเรซาเองก็เป็นมินิมัลลิสต์ด้วยเช่นกันตอนที่แม่ชีเทเรซาเสียชีวิต สิ่งที่เธอเหลือทิ้งไว้มีเพียงแค่ชุดส่าหรี เก่าๆ เสื้อคลุม ถุงกระดาษเก่าๆ และรองเท้าแตะขาดๆ เท่านั้น นอกจากนี้มหาตมาคานธีที่พร่ําสอนเรื่อง “การไม่ครอบครอง” ก็ยังเป็น มินิมัลลิสต์ด้วยเช่นกัน เพราะที่ห้องของเขาไม่มีข้าวของเลยแม้แต่ ชิ้นเดียว หรือจะเป็นนักปรัชญายุคกรีกโบราณอย่างไดโอจีนี่สเอง ก็เป็นมินิมัลลิสต์ด้วย เพราะเขามีเพียงแค่ผ้าผืนหนึ่งที่ใช้คลุม ร่างกายและชามหนึ่งใบใช้ดื่มน้ํา มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนักปรัชญาผู้นี้ ว่า วันหนึ่งเขาเห็นเด็กกําลังใช้มือรองน้ําดื่ม เขาจึงหักชามที่มีอยู่ เพียงใบเดียวนี้แบ่งให้เด็กคนนั้น

ถ้านับตั้งแต่เริ่มมีสิ่งของเกิดขึ้น ก็คงนับได้ว่าไดโอจีนีสนี่แหละ ที่มีข้าวของน้อยที่สุด เพราะว่ามีเพียงแค่ผ้าคลุมตัวผืนเดียวเท่านั้น ถือว่ามีเจ้าแห่งมินิมัลลิสต์อยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะ “แข่งขันกัน มีข้าวของน้อยชิ้นที่สุด”

 

จัดทำโดย
ยูฟ่าเบท

 

เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การเป็นมินิมัลลิสต์

Related image

เป้าหมายของการเป็นมินิมัลลิสต์ไม่ใช่การทําให้ข้าวของลดลง แต่แท้จริงคือ หนทางในการค้นหาความสําคัญของข้าวของชิ้นต่างๆ ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป และยังเป็นหนทางที่นําไปสู่เรื่องราวที่สําคัญ ในชีวิตอีกด้วย ดังนั้นผมจึงอยากจะเล่าสิ่งที่ผมได้เห็นจากการลด จํานวนข้าวของต่างๆ

นอกจากนี้ผมก็ยังอยากจะเล่าถึงมินิมัลลิสต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับข้าวของผ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเช่นกัน เพราะว่าในปัจจุบันไม่ว่า อะไรก็ดูวุ่นวายไปหมด จึงทําให้มินิมัลลิสต์ที่เดิมที่สนใจแต่เรื่อง ข้าวของได้ขยายออกไปจนถึงสิ่งที่ไม่ใช่ข้าวของ – เพื่อที่จะรักษาข้าวของที่สําคัญเอาไว้ จึงต้องลดข้าวของที่ไม่ จําเป็นลง

อะไรที่ไม่จําเป็นก็ให้ลดลง เพื่อที่จะได้ใส่ใจกับข้าวของชิ้นที่ สําคัญมากขึ้น

เพราะว่าสิ่งที่ไม่จําเป็นเหล่านั้นจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมาได้ ในทุกสถานการณ์ ในทุกสถานการณ์

 

นำเสนอโดย
บาคาร่า

 

มินิมัลลิสต์คืออะไร

Image result for มินิมัลลิสต์คืออะไร

ความหมายของมินิมัลลิสต์คืออะไร แบบไหน จะต้องจัดการข้าว

ของให้เหลือน้อยเท่าไหร่จึงจะ ดิสต์ได้ ไม่ว่าจะนิยามยังไงก็ยังคงมีจุดที่กํากวมอยู่ดี ลองคิดดแล้ว มินิมัลลิสต์ก็คือ

“คนที่รู้ว่าอะไรสําคัญกับตัวเองจริงๆ” “คนที่ลดปริมาณข้าวของลงเพื่อรักษาสิ่งที่สําคัญเอาไว้”

ถ้ามีสิ่งของมากกว่า 100 ชิ้นขึ้นไปจะไม่เป็นมินิมัลลิสต์ หรือ ถ้าลดจํานวนข้าวของให้เหลือต่ํากว่า 100 ชิ้นถึงจะเป็นมินิมัลลิสต์ ถ้ามีโทรทัศน์จะไม่เป็นมินิมัลลิสต์ ถ้าสามารถนําของทั้งหมดที่มี ใส่ในกระเป๋าเดินทางได้ถึงจะเป็นมินิมัลลิสต์..กฏอะไรแบบนั้นน่ะ ไม่มีหรอกครับ เรา เดี๋ยวนี้มีคนที่ลองทําสิ่งแปลกใหม่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น คุณซาโตชิ มุราคามิ ที่ใช้ชีวิตโดยแบกบ้านที่ตัวเองสร้างขึ้นเองจาก กล่องโฟมย้ายไปมาอยู่ตลอด หรือคุณเคโกะ ซะคะซึเมะ ที่ใช้ชีวิต โดยแบกกระเป๋าเป้เพียงใบเดียวแล้วย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีบ้าน เป็นของตัวเอง ถ้าเรานิยามว่าคนที่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่งนั้นไม่ใช่ มินิมัลลิสต์ แล้วคนที่ย้ายที่อยู่เรื่อยๆ แบบนี้ล่ะเรียกว่าอะไร – สําหรับผม คนที่จะสามารถเรียกว่าเป็นมินิมัลลิสต์ได้ก็คือคน ที่รู้ว่าสิ่งไหนสําคัญสําหรับตัวเองจริงๆ ไม่ใช่คนที่อยากได้ของต่างๆ และเอาแต่สนใจสายตาของคนรอบข้าง และมินิมัลลิสต์ยังเป็นคน ที่พยายามลดข้าวของที่ไม่จําเป็นให้น้อยลง

แน่นอนว่าอะไรเป็นสิ่งสําคัญและควรจะให้ความสําคัญกับสิ่งไหน เป็นเรื่องที่แตกต่างกันในแต่ละคน การทําให้ข้าวของน้อยลงก็ด้วย เช่นกัน ดังนั้นมินิมัลลิสต์จึงไม่มีคํานิยามที่ตายตัว

 

Sponsored
แทงบอลออนไลน์

มินิมัลลิสม์ที่ย้อนกลับเข้ามาในญี่ปุ่น  

Image result for มินิมัลลิสม์ที่ย้อนกลับเข้ามาในญี่ปุ่น  

ถ้าคิดไม่ออกเกี่ยวกับคํานี้ให้ลองนึกถึงบริษัท Apple ของอเมริกา และลองจินตนาการถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่เรียบง่ายดูก็ได้ ถ้าพูด ถึงสตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้ง Apple ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มมินิมัลลิสต์ เพราะมินิมัลลิสต์ส่วนมากชอบทั้งสินค้าของ Apple และสตีฟ จ็อบส์

สินค้าที่ผลิตออกมาจะสอดคล้องกับความเป็นมินิมัล เช่น ไอโฟน ที่มีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว Mac ที่ไม่มีช่องเสียบอุปกรณ์เสริมต่างๆ และไม่มีสายเคเบิลที่เยอะเกินจําเป็น นอกจากนี้สินค้าต่าง ๆ ของ Apple มักจะไม่มีหนังสือคู่มือติดมาด้วย นั่นก็เป็นเพราะว่า สตีฟ จ็อบส์ เป็นมินิมัลลิสต์อย่างแท้จริง และยังเป็นคนที่เชื่อในหลักมินิ มัลลิสม์อย่างถึงแก่นแท้

เป็นที่รู้กันดีว่า วัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่ดูเรียบง่ายมีอิทธิพลต่อ สตีฟ จ็อบส์ เป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งเขาเคยเชื่อในคําสอนของนักบวช ชื่อดังอย่างโคะบุน โอะโตะคะวะ และยังเคยคิดว่าอยากจะลองไป ฝึกปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังที่วัดเอเฮจิในญี่ปุ่นอีกด้วย ดังนั้นสาเหตุที่ เขาเลือกผลิตสินค้าที่ดูเรียบง่ายก็เพราะเคยสัมผัสกับวัฒนธรรมที่เป็น มินิมัลอย่างแท้จริงมาแล้ว 2 ใ บ

อย่างที่รู้กันว่า สตีฟ จ็อบส์ มักจะโวยวายและไม่ยอมอ่อนข้อให้ กับสิ่งที่เขาไม่ถูกใจ และผมยังได้ยินมาว่า สิ่งที่เขาไม่ชอบมากๆก็คือ อะไรก็ตามที่ไม่มินิมัล กล่าวคือ เขาไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยากและวุ่นวาย เกินจําเป็น ซึ่งแต่เดิมวัฒนธรรมของญี่ปุ่นก็เป็นวัฒนธรรมที่แทรกตัว อยู่ในองค์กรระดับโลกอยู่แล้ว นอกจากนี้จํานวนผู้ใช้ไอโฟนในญี่ปุ่น ยังถือว่าสูงติดอันดับโลกเลยทีเดียว กล่าวคือ ไอโฟนเป็นสิ่งที่นํา วัฒนธรรมมินิมัลลิสต์ของญี่ปุ่นกลับเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยสตีฟ จ็อบส์

 

จัดทำโดย
UFABET

ชาวญี่ปุ่นคนไหนก็เป็นมินิมัลลิสต์

  1. Image result for ชาวญี่ปุ่นคนไหนก็เป็นมินิมัลลิสต์

ชาวญี่ปุ่นทุกคนเป็นมินิมัลลิสต์กันมาตั้งแต่ยุคก่อน เปรียบเสมือน กับตอนที่ทุกคนเกิดมาแล้วไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ชาวต่างชาติ ที่เข้ามาในญี่ปุ่นก่อนสมัยพัฒนาอุตสาหกรรมรู้สึกตกใจกับการ ที่ชาวญี่ปุ่นมีชุดกิโมโนเพียงคนละ 2-3 ชุด และเป็นชุดที่ดูสะอาด เรียบร้อยอยู่เสมอ นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นยังเดินเก่ง ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็เดินไป ส่วนการสร้างบ้านก็ไม่ได้สร้างแบบถาวร แต่จะเป็นการ สร้างบ้านที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เรื่อยๆ ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า ชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนน่าจะเป็นมินิมัลลิสต์

แรกเริ่มเดิมทีวัฒนธรรมญี่ปุ่นคือวัฒนธรรมมินิมัลลิสต์ เช่น ในห้องชงชาของญี่ปุ่นจะไม่มีของที่ไม่จําเป็นวางอยู่เลย ทางเข้า เป็นประตูเล็กๆ ก่อนเข้าห้องจะต้องทิ้งความทะนงตัวไป หรือถ้า เป็นซามูไรก็ต้องวางดาบลงถึงจะเข้ามาในห้องนี้ได้ เมื่อเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนฐานะใด คนรวย คนจน คนใหญ่คนโตมาจากไหน

ก็ไม่สําคัญ การเข้ามาในห้องชงชานี้คือการได้หันหน้าเข้าหากัน มานั่งจิบชาอย่างผ่อนคลายและคิดถึงจิตใจของกันและกัน

 

จัดทำโดย
แทงบอล

ทําไมผมถึงมาเป็นมินิมัลลิสต์

Image result for ทําไมผมถึงมาเป็นมินิมัลลิสต์

ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชีวิตดูวุ่นวายอยู่กับข้าวของต่างๆ คนรวย ที่มีของสะสมมากมายแต่ก็ไม่มีความสุขสักที คนที่ย้ายบ้านมา หลายครั้งจนข้าวของต่างๆ ค่อย ๆ ลดน้อยลงทีละนิด คนที่อยากจะ หลุดพ้นจากความซึมเศร้า คนที่ไม่มีความหลงใหลในสิ่งของต่างๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หรือคนที่มีความคิดเปลี่ยนไปหลังจาก เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีเหตุผลในการ มาเป็นมินิมัลลิสต์ต่างกันไป

ผมเป็นมินิมัลลิสต์เพราะห้องที่แสนรกรุงรัง เมื่อก่อนผมเป็นคน ประเภทที่ไม่ทิ้งข้าวของเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เป็นพวกชอบเก็บสะสม แถมยังยึดติดกับของพวกนั้นมาก ไม่ว่าของชิ้นไหนผมก็รู้สึกรักและ ผูกพันจนไม่กล้าทิ้ง เช่น กระดาษโน้ตที่มีคนเขียนเอาไว้ว่ามีโทรศัพท์ ถึงผมเพื่อติดต่อเรื่องงาน ผมมักจะคิดว่า พอมีใครสักคนสละเวลามาเขียนโน้ตให้ ผมก็ไม่อยากจะทิ้งโน้ตฉบับนั้น

เมื่อ 17 ปีก่อน ตอนที่ผมย้ายบ้านมาจากจังหวัดคะงะวะและเริ่ม เข้ามาใช้ชีวิตคนเดียวที่โตเกียว ในห้องของผมไม่มีอะไรเลยนอกจาก ของใช้จําเป็น แต่พอเวลาผ่านไปผมก็ต้องเผชิญกับข้าวของจํานวน มหาศาลที่ผมไม่สามารถทิ้งได้

ผมชอบถ่ายรูป เพราะว่าอยากจะเก็บช่วงเวลาทุกวินาทีเอาไว้ เป็นความทรงจํา

หนังสือที่เคยอ่านก็เหมือนส่วนหนึ่งของตัวผมเลยไม่อยากทิ้ง แถมยังอยากแนะนําหนังและเพลงที่ผมชอบให้คนอื่นได้ฟังบ้าง นอกจากนี้ถ้ามีเวลาก็อยากจะลองทํางานอดิเรกที่อยากทําดูสักที่ “น่าเสียดายจัง แพงอีกต่างหาก” น

นา “ยังใช้ได้อยู่เลย สักวันคงได้ใช้แหละ” ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าไม่ได้ใช้ของพวกนี้แล้ว

ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนเป็นแรงจูงใจให้ไม่กล้าทิ้งของเหล่านั้น และเก็บไว้ต่อไป

ความคิดของผมเมื่อก่อนต่างกับปัจจุบันโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนผม เป็นแม็กซิมัลลิสต์ ไม่ว่าอะไรก็เก็บไว้ซะทุกอย่าง ตอนจะซื้อของ ก็เลือกซื้อแต่ของที่มีประสิทธิภาพสูง ๆ เท่าที่จะทําได้ ไม่ว่าจะซื้ออะไร ก็ต้องเป็นของใหญ่ๆ และหนักๆ ไว้ก่อน

ผมรู้สึกเหมือนโดนดูดพลังจากของที่เยอะขึ้นจนเกินจําเป็น ทั้งๆ ที่ ตั้งใจซื้อของเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์แต่กลับรู้สึกถูกรุกราน ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าจะได้สิ่งของต่างๆ มาเท่าไหร่ ก็ยังรู้สึกไม่พอใจและยิ่งมองหา ข้าวของเพิ่มอยู่ตลอด จนรู้สึกอิจฉาคนรอบข้างที่มีของมากกว่า โดยไม่รู้ตัว ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่สามารถทิ้งข้าวของไปได้ และเอาแต่โทษตัวเองต่าง ๆ นานาจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ผมหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้นได้โดยการเริ่มทิ้งข้าวของ ไม่จําเป็น ผมคิดว่าการมีข้าวของมากเกินไปจะทําให้เกิดข้อเสีย บางอย่าง สําหรับคนที่ตอนนี้รู้สึกไม่พอใจในชีวิตและไม่รู้ว่าจะต้อง อย่างไรเหมือนกับผมเมื่อก่อน ให้ลองทิ้งของใช้ที่ไม่จําเป็นดที่ด ก่อน อย่างน้อยก็น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ้าง

สิ่งที่บั่นทอนพลังงานในชีวิตของคุณนั้นไม่ใช่พันธุกรรม ไม่ใช่ สภาพแวดล้อม ไม่ใช่นิสัย และก็ไม่ใช่แผลทางจิตใจ แต่คือข้าวของ จํานวนมหาศาลเหล่านั้นที่คุณมีอยู่

 

นำเสนอโดย
สมัครยูฟ่า

ของที่ถูกทิ้ง

Image result for ของที่ถูกทิ้ง

ของที่ผมทิ้งไปมีดังนี้

ชั้นหนังสือและหนังสือทั้งหมด (น่าจะคิดเป็นเงินได้ 1 ล้านเยน แต่ขายไปในราคา 20,000 เยน)

เครื่องเสียงและแผ่นซีดีทั้งหมด (แต่ก่อนผมทําตัวเป็นผู้รอบรู้ เรื่องดนตรีทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สนใจ)

ทั้ง ๆ ที่อาศัยอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่รู้ทําไมถึงมีตู้ขนาดใหญ่ที่อัดแน่น ไปด้วยถ้วยชาม

ของจิปาถะที่ดูโบราณ (ซื้อมาจากการประมูลเท่าที่จะซื้อมาได้)

เสื้อผ้าหลวม ๆ ราคาแพง กับเสื้อที่คิดว่าถ้าสักวันกลับมาผอม ก็คงจะได้ใส่อุปกรณ์เกี่ยวกับกล้องถ่ายรูป 1 ชุด (ไม่รู้ว่าทําไมถึงมีห้องมืดด้วย อีกต่างหาก…ผมทําอะไรลงไปเนี่ย)

อปกรณ์ที่ใช้สําหรับซ่อมจักรยาน (ได้ใช้ทุกชิ้นอย่างคุ้มค่าแล้ว)

กีตาร์ไฟฟ้าและเครื่องขยายเสียงที่มีฝุ่นเกาะเต็มไปหมด (เพราะ ไม่อยากรับรู้ถึงความท้อแท้ก็เลยวางทิ้งไว้)

โต๊ะกินข้าวที่ใหญ่เกินไปสําหรับคนโสดและโต๊ะทํางาน (ทั้ง ๆ ที่อยู่คนเดียว แต่ก็อยากทําสุกี้กินกับใครสักคน)

ฟูกนอนขนาดใหญ่ (ก็หลับสบายอยู่หรอก แต่หนักไปหน่อย)

โทรทัศน์ขนาด 42 นิ้วที่ไม่พอดีกับห้องขนาด 11 ตารางเมตร (มารู้ตัวที่หลังว่าชอบดูหนังมากกว่า)

PS3 และชุดโฮมเธียเตอร์ที่ซื้อมาเพื่อจะได้เพลิดเพลินกับหนัง ที่ชื่นชอบ (แต่ก่อนผมเคยชอบเครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้มาก)

ฮาร์ดดิสก์ที่เก็บหนังโป๊เอาไว้ (นี่ต้องใช้ความกล้ามากๆ เลยถึง จะพูดออกมาได้)

ภาพถ่ายฟิล์มหลังจากที่สแกนเก็บเอาไว้เรียบร้อย (แต่ก่อนผม แปะรูปเหล่านี้เต็มผนังไปหมดจนแกะไม่ไหว)

จดหมายแห่งความทรงจําทั้งหลายที่ตัดสินใจทิ้งหลังจากสแกน เก็บไว้ (เป็นจดหมายที่ไม่ได้ทิ้งตั้งแต่สมัยอนุบาล) เพราะตัดใจทิ้ง ไม่ได้จริงๆ ก็เลยสแกนเก็บไว้ (ตอนที่จะขายหนังสือก็ถ่ายหน้าปก เก็บไว้ที่ละเล่ม) และยังมีรูปถ่ายไร้สาระอีกสามพันกว่ารูปที่เก็บไว้ ในฮาร์ดดิสก์

ตอนนี้มาคิดๆดูแล้ว เมื่อก่อนผมก็มีข้าวของทุกอย่างเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์เครื่องใหญ่ ชุดโฮมเธียเตอร์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไอโฟน หรือเครื่องนอนนุ่ม ๆ แต่ถึงจะมีของพวกนี้แล้ว ผมก็ยัง หน้ามืดตามัวเอาแต่มองหาในสิ่งที่ตัวเองยังไม่มีและไม่รู้จักพอสักทีถ้ามีโซฟาหนังที่นั่งได้สองคนสักตัวก็คงดี จะได้นังดหง ได้อย่างมีความสุข (อาจจะได้โอบไหล่เธอไปด้วยระหว่ ถ้ามีชั้นหนังสือติดผนังแบบที่เคยเห็นตามนิตยสารก็คง ดจาดขึ้นมา หรือไม่ก็ถ้าเป็นบ้านที่มีลานกว้าง ๆ ก็คงดี จะได้เรีย เพื่อนๆ มาปาร์ตี้ที่บ้าน ห้องที่ผมเคยเห็นตามนิตยสารก็มีแบน กันทั้งนั้น แต่ที่ห้องผมไม่มีหรอก ถ้ามีสิ่งเหล่านั้นละก็ผมคงจะได้ รับการยอมรับมากกว่านี้ รายการ

ทั้งๆ ที่ผมก็มีข้าวของที่จําเป็นครบทุกอย่างแล้ว แต่ก็ยังหน้ามืด ตามัวอยากได้ของที่ตัวเองยังไม่มีอีก จึงไม่มีความสุขแม้แต่น้อย กับความคิดที่ว่า “ขอเพียงแค่มีสิ่งนั้น แค่นี้ชีวิตก็จะมีความสุข” แต่เพราะว่าไม่มีสิ่งนั้น ตัวผมเองจึงไม่มีความสุข

เป็น

 

Sponsored
สมัครยูฟ่า